588WS

ลิเวอร์พูล 3-1 สเปอร์ส

ลิเวอร์พูล 3-1 สเปอร์ส

สารบัญเว็บไซต์

บทวิเคราะห์หลังเกม ลิเวอร์พูล 3-1 สเปอร์ส ศึกสัตว์ปีกที่หงส์แดงจบคมกว่า

เกม ลิเวอร์พูล พบ สเปอร์ส ในศึก คาราบาว คัพ รอบสาม จบลงด้วยชัยชนะของเจ้าบ้าน 3-1 แต่ถ้ามองจากรูปเกมตลอด 90 นาที สกอร์ที่ออกมาไม่ได้สะท้อนว่าลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายเหนือกว่าทุกอย่าง เพราะสเปอร์สมีช่วงเวลาที่ครองบอลและสร้างแรงกดดันได้ดี โดยเฉพาะช่วงต้นเกมที่ทีมเยือนกล้าเล่น กล้าเก็บบอล และพยายามขึ้นเกมจากแดนกลางมากกว่าที่หลายคนคาดเอาไว้ เพียงแต่ฟุตบอลสุดท้ายวัดกันที่จังหวะสำคัญ และคืนนี้ฝั่งหงส์แดงทำได้เด็ดขาดกว่าอย่างเห็นได้ชัด จากสถิติหลังเกม สเปอร์สครองบอลประมาณ 56% และมีโอกาสยิง 17 ครั้ง เทียบกับลิเวอร์พูล 11 ครั้ง รวมถึงได้เตะมุมถึง 9 ครั้ง แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรหากไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้มากพอ นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของ วิเคราะห์หลังเกม ลิเวอร์พูล สเปอร์ส เพราะทีมเยือนอาจดูมีส่วนร่วมกับเกมมากกว่าในบางช่วง แต่ลิเวอร์พูลกลับรู้ว่าจะลงโทษคู่แข่งตอนไหน อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เป็นคนเปิดสกอร์ในนาทีที่ 21 จากจังหวะที่เจ้าบ้านฉวยโอกาสได้อย่างเฉียบขาด ก่อนที่ โคดี้ กัคโป จะบวกประตูที่สองในนาที 54 ทำให้สถานการณ์ของสเปอร์สยากขึ้นทันที แม้ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ จะโหม่งตีตื้นเป็น 2-1 ในนาที 69 หลังความผิดพลาดของแนวรับและผู้รักษาประตูลิเวอร์พูล แต่แทนที่ประตูนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการคัมแบ็ก ทีมเยือนกลับไม่สามารถใช้โมเมนตัมช่วงนั้นให้เกิดประโยชน์ได้มากพอ สุดท้าย โดมินิค โซบอสซ์ไล ลงมาปิดเกมด้วยลูกยิงไกลในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้สกอร์จบที่ 3-1 และส่งลิเวอร์พูลผ่านเข้าสู่รอบต่อไป จุดที่ผมชอบจาก ลิเวอร์พูล พบ สเปอร์ส คือความนิ่งของเจ้าบ้าน แม้ทีมจะมีนักเตะดาวรุ่งและผู้เล่นที่ไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงประจำหลายราย แต่รูปแบบการเล่นไม่ได้ดูแตกกระจาย ลิเวอร์พูลยังพยายามเพรสเป็นกลุ่ม กล้าเล่นบอลเร็ว และเมื่อได้พื้นที่ก็โจมตีทันที ต่างจากสเปอร์สที่มีหลายจังหวะขึ้นบอลมาสวย แต่พอถึงพื้นที่สุดท้ายกลับขาดความเด็ดขาด ลูกัส เบิร์กวัลล์ และ โมฮัมเหม็ด คูดุส มีโอกาสสร้างอันตราย แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ ซึ่งในเกมฟุตบอลถ้วยแบบแพ้แล้วตกรอบ ความผิดพลาดแบบนี้มีราคาค่อนข้างแพง สำหรับผม ผลบอลสด ลิเวอร์พูล สเปอร์ส นัดนี้จึงไม่ได้บอกแค่ว่าทีมไหนชนะ แต่มันแสดงให้เห็นความแตกต่างเรื่องการใช้โอกาสอย่างชัดเจน ลิเวอร์พูลอาจไม่ได้เล่นสวยตลอดเกม ไม่ได้ครองบอลมากกว่า และไม่ได้ยิงเยอะกว่า แต่พวกเขาจัดการช่วงเวลาสำคัญได้ดีกว่า นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสกอร์สุดท้ายจึงออกมาค่อนข้างห่าง ทั้งที่ระหว่างเกมสเปอร์สไม่ได้เป็นรองถึงขนาดนั้น และนี่คือบทเรียนง่าย ๆ ของฟุตบอลน็อกเอาต์ว่า ต่อให้คุณเล่นดีเป็นช่วง ๆ แต่ถ้าจบสกอร์ไม่ได้ คู่แข่งที่คมกว่าก็พร้อมส่งคุณกลับบ้านได้ทุกเมื่อ

ลิเวอร์พูลหมุนทีมแต่ดาวรุ่งและตัวสำรองกลับสร้างความแตกต่าง

สิ่งที่ทำให้ชัยชนะในเกม ลิเวอร์พูล พบ สเปอร์ส มีความน่าสนใจมากกว่าผลสกอร์ 3-1 คือการจัดทีมของเจ้าบ้าน เพราะลิเวอร์พูลไม่ได้ใช้ผู้เล่นชุดหลักแบบเต็มกำลัง แต่เลือกเปิดพื้นที่ให้นักเตะสำรองและดาวรุ่งหลายคนได้รับโอกาสใน คาราบาว คัพ รอบสาม รายชื่ออย่าง Trey Nyoni, Rio Ngumoha, James McConnell และ Lewis Koumas ได้ออกสตาร์ตพร้อมกับนักเตะที่มีประสบการณ์อย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ โคดี้ กัคโป ซึ่งถ้ามองก่อนเกม หลายคนอาจคิดว่าการเปลี่ยนองค์ประกอบทีมเยอะขนาดนี้จะทำให้จังหวะการเล่นของหงส์แดงติดขัด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม นักเตะชุดนี้เล่นด้วยพลังสูง วิ่งช่วยกัน และที่สำคัญคือไม่มีอาการกลัวคู่แข่ง แม้ฝั่งสเปอร์สจะส่งผู้เล่นอย่าง โรดริโก เบนตานกูร์, คอเนอร์ กัลลาเกอร์, โมฮัมเหม็ด คูดุส และ มาติส แตล ลงสนามตั้งแต่ต้นก็ตาม ในมุมของ ดาวรุ่งลิเวอร์พูล ผมคิดว่าเกมแบบนี้มีคุณค่ามากกว่าการได้ลงสนามเพียงไม่กี่นาทีช่วงท้ายพรีเมียร์ลีก เพราะนักเตะต้องรับมือกับคู่แข่งระดับสูงจริง ๆ ต้องเรียนรู้ว่าจังหวะไหนควรเร่ง จังหวะไหนควรเก็บบอล และต้องรับแรงกดดันจากเกมที่แพ้แล้วตกรอบ Lewis Koumas เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับคำชมจากผลงานและพลังในการเล่น ขณะที่ Nyoni กับ McConnell ก็ช่วยให้แดนกลางของลิเวอร์พูลมีความสด แม้จะไม่ได้ควบคุมบอลทั้งหมด แต่สามารถวิ่งปิดพื้นที่และทำให้สเปอร์สไม่สามารถเล่นตามจังหวะของตัวเองได้ง่าย ๆ เกมนี้จึงถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ ขุมกำลังลิเวอร์พูล ว่าไม่ได้มีแค่สิบเอ็ดตัวจริง หากระบบของทีมชัดเจน ผู้เล่นสำรองก็สามารถเข้ามาทำหน้าที่โดยไม่ทำให้คุณภาพโดยรวมตกลงมากนัก ขณะเดียวกัน นักเตะประสบการณ์ก็ทำหน้าที่ประคองรุ่นน้องได้ดี แม็ค อัลลิสเตอร์ไม่ได้เพียงยิงประตูเปิดเกม แต่ช่วยเชื่อมบอลจากแดนกลางและทำให้ทีมมีคนคุมจังหวะ ส่วนกัคโปเป็นตัวอย่างของผู้เล่นที่เมื่อได้รับโอกาสก็พร้อมสร้างผลงาน ประตู 2-0 ของเขามีความสำคัญมาก เพราะเกิดช่วงต้นครึ่งหลังและทำให้สเปอร์สต้องเร่งเกมมากขึ้น จากนั้นเมื่อเกมเริ่มเปิด ลิเวอร์พูลก็มีพื้นที่ให้เล่นสวนกลับมากกว่าเดิม สิ่งนี้เป็นรายละเอียดที่สำคัญในการ วิเคราะห์ลิเวอร์พูลหลังเกม เพราะการหมุนทีมที่ดีไม่ใช่แค่พักตัวจริง แต่ต้องทำให้ผู้เล่นที่ลงมาแทนเข้าใจหน้าที่ของตัวเองด้วย และคืนนี้ลิเวอร์พูลทำตรงนี้ได้ค่อนข้างลงตัว พอเกมเข้าสู่ช่วงที่ต้องการประสบการณ์ อันโดนี อิราโอลา ก็ทยอยส่ง ไรอัน กราเฟนแบร์ก, โดมินิค โซบอสซ์ไล, แบรดลีย์ บาร์โคลา และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ลงสนาม ทำให้ระดับคุณภาพไม่ได้ลดลงในช่วงท้าย ก่อนที่โซบอสซ์ไลจะยิงประตูปิดเกมอย่างสวยงาม สำหรับผมชัยชนะครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่การผ่านรอบ เพราะมันทำให้ทีมเห็นว่าผู้เล่นชุดสองและดาวรุ่งสามารถถูกใช้งานในเกมจริงได้ และหากลิเวอร์พูลต้องเล่นหลายรายการพร้อมกันตลอดฤดูกาล การมีตัวเลือกที่ไว้ใจได้แบบนี้อาจกลายเป็นสิ่งสำคัญมากในระยะยาว

สเปอร์สมีโอกาสมากกว่า แต่ปัญหาการจบสกอร์ยังทำร้ายทีมเหมือนเดิม

ถ้ามองจากตัวเลขหลังเกม ลิเวอร์พูล พบ สเปอร์ส นัดนี้ มีหลายจุดที่ทำให้แฟนบอลสเปอร์สน่าจะรู้สึกเสียดาย เพราะทีมเยือนไม่ได้ถูกลิเวอร์พูลกดอยู่ฝ่ายเดียวอย่างที่สกอร์ 3-1 อาจทำให้หลายคนเข้าใจ สเปอร์สจบเกมด้วยโอกาสยิง 17 ครั้ง มากกว่าลิเวอร์พูลที่มี 11 ครั้ง ยิงตรงกรอบ 7 ครั้ง มากกว่าเจ้าบ้านที่ทำได้ 5 ครั้ง และยังครองบอลประมาณ 55% รวมถึงได้เตะมุมถึง 9 ครั้งด้วย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าทีมของ โรแบร์โต เด แซร์บี สามารถพาบอลเข้าไปอยู่ในพื้นที่อันตรายได้พอสมควร แต่สิ่งที่ยังขาดและเห็นชัดมากในเกมนี้คือคุณภาพของจังหวะสุดท้าย เพราะต่อให้สร้างโอกาสได้เยอะ หากยิงไม่คม หรือเลือกจังหวะสุดท้ายไม่ดี สุดท้ายก็แทบไม่มีความหมายในฟุตบอลแบบน็อกเอาต์ นี่จึงเป็นจุดหลักของ วิเคราะห์หลังเกมสเปอร์ส ที่ผมคิดว่าน่ากังวลกว่าจำนวนประตูที่เสียเสียอีก ก่อนลงเล่นเกมนี้ สเปอร์สก็มีปัญหาเรื่องเกมรุกอยู่แล้ว โดยพวกเขาไม่สามารถทำประตูได้เลยในพรีเมียร์ลีก 4 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งถือเป็นการออกสตาร์ตที่ผิดปกติอย่างมากสำหรับทีมที่มีผู้เล่นแนวรุกคุณภาพสูงหลายคน แม้เกมที่แอนฟิลด์ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ จะช่วยปลดล็อกด้วยประตูตีตื้น 2-1 ในนาทีที่ 69 แต่ภาพรวมของ เกมรุกสเปอร์ส ก็ยังไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าปัญหาถูกแก้เรียบร้อยแล้ว เพราะมีหลายครั้งที่พวกเขาขึ้นบอลมาถึงพื้นที่สุดท้ายได้ แต่การประสานงานระหว่าง โมฮัมเหม็ด คูดุส, มาติส แตล และผู้เล่นที่เติมขึ้นมาจากแดนกลางยังไม่ต่อเนื่อง บางจังหวะเล่นช้าเกินไปจนแนวรับลิเวอร์พูลกลับมาตั้งตำแหน่งทัน บางครั้งรีบยิงทั้งที่ยังสามารถหาพื้นที่ที่ดีกว่านี้ได้ ขณะที่ลูกเปิดจากด้านข้างก็ไม่ได้สร้างความกดดันมากเท่าที่จำนวนเตะมุม 9 ครั้งควรจะทำได้ ก่อนเกม เด แซร์บี เองก็ยอมรับว่าแนวรุกชุดใหม่ยังต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับระบบ และผู้เล่นหลายคนเพิ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฤดูกาลนี้ จุดที่น่าเสียดายที่สุดคือหลังจากกัลลาเกอร์ทำให้สกอร์กลับมาเหลือ 2-1 สเปอร์สมีช่วงเวลาที่ลิเวอร์พูลเริ่มถอยลงและต้องรับแรงกดดันมากขึ้น ถ้าทีมเยือนสามารถฉวยโอกาสทำประตูตีเสมอได้ เกมอาจเปลี่ยนไปทันที แต่พวกเขากลับไม่สามารถเปลี่ยนโมเมนตัมตรงนั้นให้เป็นประตูได้ จนสุดท้าย โดมินิค โซบอสซ์ไล มายิงปิดเกมช่วงทดเวลาบาดเจ็บ สำหรับผม สเปอร์ส คาราบาว คัพ นัดนี้จึงไม่ได้แพ้เพราะเล่นแย่ตลอดทั้งเกม แต่แพ้เพราะฟุตบอลในพื้นที่สุดท้ายยังไม่เฉียบคมพอ ลิเวอร์พูลมีโอกาสน้อยกว่าแต่ลงโทษได้สามครั้ง ส่วนสเปอร์สสร้างสถานการณ์ได้มากกว่าแต่จบได้เพียงครั้งเดียว หากปัญหานี้ยังติดตัวไปในพรีเมียร์ลีก ต่อให้ทีมครองบอลดีขึ้นหรือสร้างโอกาสได้เยอะกว่าเดิม ผลการแข่งขันก็คงยังไม่เปลี่ยนมากนัก เพราะสุดท้ายฟุตบอลไม่ได้ตัดสินกันที่จำนวนครั้งที่พาบอลเข้าเขตโทษ แต่วัดกันตรงว่าคุณเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เป็นประตูได้มากแค่ไหน

กัคโป แม็ค อัลลิสเตอร์ และโซบอสซ์ไล สามคนสำคัญที่เปลี่ยนเกมให้ลิเวอร์พูล

ชัยชนะ 3-1 ในเกม ลิเวอร์พูล พบ สเปอร์ส อาจเป็นค่ำคืนที่นักเตะดาวรุ่งได้รับคำชมเยอะ โดยเฉพาะ Lewis Koumas ที่แฟนบอลโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของทีม แต่หากมองไปที่คนที่สร้างความแตกต่างบนสกอร์บอร์ดจริง ๆ ผมคิดว่า โคดี้ กัคโป, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ โดมินิค โซบอสซ์ไล คือสามชื่อที่สะท้อนคุณภาพของลิเวอร์พูลได้ชัดที่สุด เพราะทั้งสามคนไม่ได้เพียงยิงประตู แต่แต่ละคนเข้ามามีบทบาทในช่วงเวลาที่ทีมต้องการความเด็ดขาดพอดี เริ่มจาก อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่ยิงประตูแรกในนาทีที่ 21 จังหวะนี้มีความสำคัญมากเพราะก่อนหน้านั้นสเปอร์สไม่ได้เล่นเป็นรอง ลิเวอร์พูลต้องการใครสักคนทำให้เกมเปลี่ยนจากความสูสีไปเป็นสถานการณ์ที่ทีมเยือนจำเป็นต้องเปิดเกมมากขึ้น และแม็ค อัลลิสเตอร์ทำหน้าที่ตรงนั้นได้พอดี นอกจากประตูแล้ว สิ่งที่ผมชอบคือความนิ่งเวลาอยู่กับบอล เขาเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ทีมชุดผสมซึ่งมีดาวรุ่งหลายรายไม่เล่นเร็วหรือรีบร้อนจนเกินไป หลังเกมเจ้าตัวยังพูดถึงความเข้มข้นของสเปอร์สและชื่นชมพลังของนักเตะหนุ่มในทีม ซึ่งเป็นอีกภาพที่เห็นว่าหน้าที่ของเขาในคืนดังกล่าวไม่ได้มีแค่การยิงประตูเท่านั้น ต่อมาคือ โคดี้ กัคโป ที่ยิงให้ลิเวอร์พูลหนีเป็น 2-0 ในนาทีที่ 54 ประตูนี้มีความหมายในเชิงรูปเกมมาก เพราะสเปอร์สเริ่มครึ่งหลังด้วยความพยายามที่จะกลับมา แต่การเสียประตูเพิ่มทำให้พวกเขาต้องดันทีมสูงกว่าเดิมและเปิดพื้นที่ในแดนหลังมากขึ้น กัคโปแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่กองหน้าระดับสูงควรมี คือไม่จำเป็นต้องมีบอลอยู่กับตัวตลอดเวลา แต่เมื่อจังหวะมาถึงต้องทำให้เกิดผลลัพธ์ เขายังมีส่วนในการเชื่อมเกมและช่วยสร้างประตูอื่นอีกด้วย ทำให้คืนนี้เป็นอีกเกมที่พิสูจน์ว่าเขายังสามารถเป็นตัวเลือกที่สร้างความแตกต่างได้ในวันที่ทีมหมุนเวียนผู้เล่นหลายตำแหน่ง ส่วนคนสุดท้ายคือ โดมินิค โซบอสซ์ไล ซึ่งเริ่มเกมบนม้านั่งสำรอง แต่กลับเป็นคนสร้างภาพจำที่ชัดที่สุดด้วยประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ลูกยิงจากระยะไกลของเขาไม่ได้แค่ทำให้สกอร์กลายเป็น 3-1 แต่เป็นประตูที่ปิดความหวังของสเปอร์สอย่างสมบูรณ์ เพราะก่อนหน้านั้นทีมเยือนยังพยายามกดดันและหวังตีเสมออยู่ ประตูดังกล่าวจึงเหมือนเป็นบทสรุปของ ลิเวอร์พูล คาราบาว คัพ คืนนี้ได้ดีมาก ลิเวอร์พูลอาจไม่ได้ครองเกมเหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่เมื่อผู้เล่นคุณภาพได้รับโอกาส พวกเขาสามารถทำสิ่งที่เปลี่ยนเกมได้ทันที ที่น่าสนใจคือคนที่โดดเด่นที่สุดของแฟนบอลกลับเป็น Koumas ซึ่งเพิ่งออกสตาร์ตให้ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งที่สอง แสดงให้เห็นว่าชัยชนะนัดนี้ไม่ได้พึ่งนักเตะประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมกันระหว่างพลังของดาวรุ่งกับคุณภาพของผู้เล่นระดับสูง สำหรับผม นี่คือสิ่งที่ทำให้ วิเคราะห์ลิเวอร์พูลหลังเกม นัดนี้ออกมาค่อนข้างเป็นบวก เพราะเกมฟุตบอลถ้วยที่มีการเปลี่ยนทีมถึงหลายตำแหน่ง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือทีมขาดคนตัดสินเกม แต่ลิเวอร์พูลกลับมีทั้งแม็ค อัลลิสเตอร์ที่เปิดทาง กัคโปที่เพิ่มความได้เปรียบ และโซบอสซ์ไลที่ลงมาปิดงาน ซึ่งเป็นภาพของทีมที่ยังมีอาวุธมากพอ แม้ไม่ได้ใช้สิบเอ็ดตัวจริงที่ดีที่สุดลงสนามพร้อมกันก็ตาม

บทสรุปคาราบาว คัพ ลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบ ส่วนสเปอร์สต้องกลับไปแก้อะไรต่อ

ชัยชนะ 3-1 ในเกม ลิเวอร์พูล พบ สเปอร์ส ทำให้ลิเวอร์พูลผ่านเข้าสู่รอบสี่ของ คาราบาว คัพ ได้ตามเป้าหมาย แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าสกอร์ ผมคิดว่าเกมนี้ให้คำตอบกับทั้งสองทีมค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะลิเวอร์พูลที่ใช้ผู้เล่นหมุนเวียนและดาวรุ่งจำนวนมาก แต่ยังสามารถจัดการเกมระดับนี้ได้ดีพอ สิ่งสำคัญคือพวกเขาไม่ได้ชนะเพราะโชคช่วยหรือได้ประโยชน์จากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว แต่ชนะจากการใช้โอกาสที่มีอย่างมีประสิทธิภาพ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เปิดสกอร์ โคดี้ กัคโป ยิงประตูที่สอง และ โดมินิค โซบอสซ์ไล ลงมาปิดเกมช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ขณะที่ Lewis Koumas ยังได้รับเลือกจากแฟนบอลให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของลิเวอร์พูลในเกมนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทีมไม่ได้พึ่งแค่นักเตะตัวหลัก แต่กลุ่มดาวรุ่งก็สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาได้เมื่อได้รับโอกาสจริง สำหรับ บทสรุป ลิเวอร์พูล สเปอร์ส สิ่งที่น่าพอใจที่สุดของเจ้าบ้านจึงเป็นเรื่องความลึกของทีม เพราะโปรแกรมฟุตบอลอังกฤษในหนึ่งฤดูกาลหนักมาก การจะหวังให้ตัวจริงชุดเดียวลงเล่นทุกนัดแทบเป็นไปไม่ได้ หาก อันโดนี อิราโอลา สามารถใช้คาราบาว คัพเป็นพื้นที่ให้นักเตะกลุ่มสองและดาวรุ่งเก็บประสบการณ์ พร้อมรักษาผลการแข่งขันไปด้วย ลิเวอร์พูลจะได้ประโยชน์สองทางในเวลาเดียวกัน ทั้งการลุ้นแชมป์และการเพิ่มตัวเลือกสำหรับเกมลีก ส่วนทางฝั่งสเปอร์ส ภาพหลังเกมค่อนข้างต่างออกไป เพราะพวกเขามีช่วงที่เล่นได้ดีและสร้างโอกาสมากพอจะทำให้ลิเวอร์พูลลำบาก แต่ยังเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นเป็นประตูไม่ได้ตามที่ควร ลูกัส เบิร์กวัลล์ และ โมฮัมเหม็ด คูดุส ต่างมีโอกาสสำคัญในช่วงที่เกมยังเปิด แต่ความไม่เด็ดขาดทำให้โอกาสทองผ่านไป ก่อนที่ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ จะยิงคืนมาได้เพียงหนึ่งประตู และความพยายามในช่วงท้ายก็ไม่เพียงพอจะพาทีมกลับเข้าสู่เกม ดังนั้นหากมองในมุม สเปอร์สหลังเกม ปัญหาที่ต้องแก้ไม่ใช่แค่เรื่องเกมรับหรือจำนวนประตูที่เสีย แต่คือการตัดสินใจในพื้นที่สุดท้าย นักเตะต้องเล่นให้ชัดเจนกว่านี้เมื่อมีโอกาส เพราะเกมระดับสูงไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ลองผิดลองถูกหลายครั้ง อีกเรื่องคือความมั่นใจ หากทีมสร้างโอกาสได้แต่ยิงไม่เข้าอย่างต่อเนื่อง นักเตะจะเริ่มลังเลและพยายามเล่นให้ปลอดภัยเกินไป ซึ่งยิ่งทำให้เกมรุกเสียธรรมชาติ ส่วนลิเวอร์พูลตรงกันข้าม พวกเขาอาจไม่ได้สร้างโอกาสมากที่สุด แต่เล่นด้วยความเชื่อมั่นว่าจังหวะสำคัญจะมีคนจัดการได้ สุดท้ายแล้ว ผลการแข่งขัน ลิเวอร์พูล 3-1 สเปอร์ส จึงมีความหมายมากกว่าการได้ชื่อทีมผ่านเข้ารอบ ลิเวอร์พูลได้เห็นศักยภาพของนักเตะชุดรองและดาวรุ่งเพิ่มขึ้น ขณะที่สเปอร์สได้รับสัญญาณเตือนชัดเจนว่าการครองบอลหรือสร้างโอกาสได้เยอะไม่ได้รับประกันผลการแข่งขัน หากยังขาดคุณภาพในการจบสกอร์ สำหรับผม นี่คือเกมที่ทั้งสองทีมสามารถเอาไปใช้ต่อยอดได้ แต่ฝ่ายหนึ่งเดินออกจากสนามพร้อมความมั่นใจและตั๋วรอบต่อไป ส่วนอีกฝ่ายต้องกลับไปหาคำตอบว่า ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนฟุตบอลที่ดูมีทรง ให้กลายเป็นชัยชนะได้จริงเสียที

error: Content is protected !!